เพลินๆได้ทั้งวันในพิพิธภัณฑ์ช็อคโกแลต ณ เมืองโคโลญจน์ เยอรมันนี

เมื่อเดือนตุลาที่ผ่านมาได้ไปเยี่ยมชมประเทศเยอรมัน และสิ่งที่พลาดไม่ได้ของผมไม่ว่าจะไปที่ไหนคือการไปดูร้านช็อคโกแลตและสถานทีาต่างๆที่เกี่ยวข้องกับโกโก้ เนื่องจากทำการบ้านมาอย่างดีจึงมีสถานที่ในใจแพลนเอาไว้แล้วหลายที่ และพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งจุดหมายหลักของการมาสำรวจครั้งนี้ ขอบอกว่าคุ้มมากไปครับ เพราะผมเข้าไปในพิพิธภัณฑ์นี้ 2 วันติดเลยครับ ใครไม่อิน แต่ผมอินมาก เพราะประวัติศาตร์ของช็อคโกแลตในเมืองนี้ถูกเก็บรวบรวมไว้อย่างดีจริงๆครับ 

ที่นี่ชื่อว่า Cologne Chocolate Museum เป็นแลนด์มาร์กของเมืองนี้ครับ อยู่ริมแม่น้ำที่สวยมาก หน้าพิพิธภัณฑ์จะทำไฟเบอร์เป็นช็อครูปวิหาร Kölner Dom สีสวยๆเรียงกันอยู่ ค่าเข้าก็เอาเรื่องอยู่ครับและไม่ได้ร่วมส่วนลดกับตั๋วพิพิธภัณฑ์ใดๆ แต่มีช็อคโกแลตชิ้นเล็กๆแจกไม่เหมือนกันในแต่ละวันปลอบใจครับ สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับนักทำช็อคโกแลตชื่อ Hans Imhoff เมื่อปี 1993 ก่อนที่จะถูกเทคโอเวอร์โดยพี่ใหญ่ Lindt นั่นเองครับ คุณ Hans Imhoff เป็นคนแรกๆเลยที่อดทนทำช็อกโกแลตในเมืองนี้จากที่ขาดทุน และเทคโอเวอร์บริษัทช็อคโกแลตอื่นๆมาบริหารจนเป็นที่รู้จัก และมีชื่อเสียงขึ้นมา เค้าเป็นคนแรกๆที่เอาเครื่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่องจักรใหญ่ๆมาใช้ในอุตสาหกรรมช็อคโกแลตอีกด้วยครับ 



เราได้เห็นโมลช็อคโกแลตที่ทำแกะขึ้นมาจากไม้  แต่มีปัญหาเรื่องการยืดหดตัวในช่วงอากาศร้อนหนาว เลยเปลี่ยนวัสดุเป็นมาทำจากสังกะสีหรือเหล็ก
 แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องน้ำหนัก และการทำความสะอาด ก่อนที่จะใช้เป็นพลาสติกและซิลิโคนในปัจจุบัน เมื่อก่อนทำช็อคโกแลตยากกว่าปัจจุบันนี้เยอะครับ



ที่นี่มีการแสดงประวัติศาสตร์ย่อมๆของการทำการตลาดเกี่ยวกันช็อคโกแลต มีการคิดค้นนวัตกรรมมากมายเพื่อช่วยในการขาย เช่น เครื่องจ่ายสินค้าอัตโนมัติก็ถูกนำมาใช้ขายช็อคโกแลตเป็นครั้งแรกเนื่องจากเมื่อก่อนไม่มีร้านสะดวกซื้อทุกหัวมุมถนน เลยตั้งเครื่อง vending machine ไว้แทนเพื่อให้เข้าถึงผู้ซื้อง่ายตลอดเวลา แต่ปัจจุบันถูกย้ายเข้าไปไว้ในร้านสะดวกซื้อ ห้างต่างๆ ตู้พวกนี้เลยเหลือแต่ความทรงจำ รูปทรงหลากหลายเห็นแล้วตื่นเต้นมากครับ



พิพิธภัณฑ์นี้มีตั้งแต่ประวัติโกโก้ในช่วงแอสแทค เรื่องราวแหล่งเพาะปลูกทั่วโลก ทำข้อมูลได้ละเอียดและดีมาก ปัญหาของโกโก้ที่ชาวไร่โกโก้ประสบ จนทั้งบริษัทใหญ่เล็กหรือนักสังคมสงเคราะห์ และหน่วยงานต่างๆช่วยกันหาวิธีการแก้ปัญหา มิฉะนั้นเราอาจจะไม่มีโกโก้และช็อคโกแลตกินก็เป็นได้ เนื่องจากเกษตรกรผู้ปลูกถูกเอาเปรียบ กดราคาผลผลิตจนลูกหลานไม่อยากมีอาชีพปลูกโกโก้อีกต่อไป ในขณะที่โรงงานแปรรูปรวยเอารวยเอา จนเกิดแนวคิดการช่วยเหลือให้เกษตรกรสามารถแปรรูปโกโก้ และขายได้ในราคาที่สูงขึ้น



เป็น bean to bar ณ ต้นน้ำ แหล่งเพาะปลูกซะเลย แนวทางนี้เหมือนกับที่เราพยายามส่งเสริมให้
เกษตรกรไทยสามารถมีความรู้ที่จะแปรรูปโกโก้ที่มีคุณภาพดี เพื่อขายแทนที่จะขายออกนอกประเทศเป็นเมล็ดแห้งเพียงอย่างเดียว เดี๋ยวนายละเอียดค่อยเล่าในตอนต่อๆไปนะครับ เรื่องมันยาวววววววว



สิ่งที่สร้างความตื่นเต้นให้กับที่นี่อย่างมากคือการโชว์เครื่องจักรผลิตช็อคโกแลตแบบใกล้ชิดมาก แทบจะสัมผัสได้ เครื่องจักรอลังการตั้งแต่การเอาเมล็ดดิบลำเลียงเข้าเครื่องคั่ว กระเทาะเปลือก แยกนิบส์ บดจนกลายเป็นของเหลว แยกส่วนโกโก้บัตเตอร์ออก ผสมความหวาน นมผงและครีมตามส่วน ตีให้เข้ากัน ทำอุณหภูมิให้ช็อคโกแลตได้ที่เลยมีความเงางาม เทใส่พิมพ์ เคาะให้ฟองอากาศออก ผ่านระบบทำความเย็นให้ช็อคโกแลตแข็งตัว เคาะออกมาจากพิมพ์ ลำเลียงบนสายพานออกมาแพ็คห่อกระดาษ แอบมีกดเอาออกมาให้ชิมด้วย ทั้งหมดนี้ใช้เครื่องจักรล้วนๆ มีคุณป้าตรวจดูความเรียบร้อย 2 คนเท่านั้น วันนี้ผลิตไม่รู้กี่ล้านชิ้น โอ้ไม่อยากจะคำนวน รู้แต่ว่าเป็นการเดินทางของช็อคโกแลตที่เพลินจริงๆครับ ถ้าเป็น  bean to bar craft  chocolate maker ทั้งหมดนี้ทำเองนะครับ นั่นเป็นสาเหตุที่ทำไมราคามันถึงต่างกันนัก 
วันแรกผมเดินอ่านข้อมูลแทบจะทุกตัวอักษรในขั้นแรก จนหมดเวลาเค้าจะปิดพิพิธภัณฑ์ เลยต้องออกมาซะก่อน ยังไม่ได้เข้าไปเดินอีกโซน เลยตัดสินใจว่าวันรุ่งขึ้นจะกลับมาใหม่ คราวนี้อยู่นานกว่าเก่าอีกครับ 555 บอกแล้วว่าอินมาก นี่พิพิธภัณฑ์แรกในลิสต์นะ 
ห้องที่เราพลาดไปเมื่อวานจะน่าเสียดายมากถ้าไม่ได้เข้ามาเพราะมันคือเรื่องราวประวัติศาสตร์ และของสะสมประเมินค่าไม่ได้ของโกโก้ ไปเอามาได้ยังงัย ใช้เงินไปเท่าไหร่ไม่รู้ครับ เพราะแต่ละชิ้นแทนจะขุดมาจากหลุมอารยธรรมชาวมายัน มีอันนี้ที่น่ารักมาคือสัญลักษณ์คำว่าโกโก้ที่ค้าเขียนไว้บนแจกันหรือโถดื่มโกโก้เป็นรูปลิง 

 


เมื่อก่อนเชื่อว่าชาายันเป็นคนกลุ่มแรกที่นำเมล็ดโกโก้มาบดด้วย
โม่หิน และไม่ใช่ทุกคนที่จะมีสิทธิ์ได้ดื่มเครื่องดื่มชนิดนี้ได้ ต้องเป็นคนชั้นสูง หรือนักรบผู้มีความสามารถเท่านั้น โกโก้ถือเป็นยาบำรุงกำลัง เพราะมีสารอาหารที่มีประโยชน์สูง เมื่อชาวยุโรปนักล่าอนานิคนเข้ามา โกโก้จึงถูกนำไปเผยแพร่และดัดแปลงใส่ส่วนผสมอื่นๆ ทำเป็นรูปแบบอื่นๆตามมา

คนสมัยก่อนใช้เมล็ดโกโก้แห้งแทนเงิน เช่น โกโก้ 1 เมล็ด ใช้แลกกับ มะเขือเทศ 1 ผล หรือ พริก 5 เม็ด โกโก้ 10 เมล็ดใช้แลกกับ กระต่าย 1 ตัว เป็นต้น

สิ่งที่ประทับใจในพิพิธภัณฑ์นี้อีกอย่างคือ เค้าตั้งใจรวมรวมแบรนด์ช็อคโกแลตที่เป็นประวัติศาสตร์ และวิวัฒนาการแพ็คเกจจิ้งที่ถือว่าล้ำๆในแต่ละยุคไว้แทบจะมากที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา เคยไปเห็นโรงงานช็อคโกแลตที่ญี่ปุ่น แต่เค้าก็สะสมแต่แบรนด์ของตัวเอง แต่ที่นี่เก็บหมดไม่ว่าจะเป็ยุโรป หรืออเมริกา จนทำให้เราได้เห็นพัฒนาการและความนิยมในสิ่งต่างไปในแต่ละยุค แต่ละสมัย มันมีคุณค่าทางใจมากจริงๆต้องไปเห็นด้วยตัวเองครับเล่าไม่หมดแน่นอนครับ ไว้ตอนหน้าจะมาเล่าพิพิธภัณฑ์ช็อคโกแลตที่เบลเยียม ที่ถือว่าเป็นเมืองหลวงของช็อกโกแลตกันนะครับ ที่นั่นมี 2 พิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจครับ การเล่าเรื่องโกโก้ของที่นั่นสนุกกว่านี้อีกครับ ขอบคุณที่ติดตามครับ